ตัวแก้และปรับปรุงสถานะ โปรแกรมยูเรเนียน AstroUranian ดาวน์โหลด
| ||||||
ตัวแก้และปรับปรุงสถานะ โปรแกรมยูเรเนียน AstroUranian ดาวน์โหลด ขณะนี้ อ.สิทธินาถ ทองมี ได้เปิดทำการสอนโหราศาสตร์ภาร ตะ ทางไกลสำหรับผู้สนใจ ผ่านระบบวิดิโอ เหมือนมีอาจารย์มาสอนท่านถึงที่บ้าน เริ่มสอนตั้งแต่พื้นฐานจนกระทั่งกลเม็ดชั้นสูงที่ท่านไม่สามารถหาอ่านได้ จากหนังสือทั้งในท้องตลาด สนใจติดต่อและหารายละเอียดจาก ชมรมโหราศาสตร์ภารตะhttp://iastroclub.com เวบไซท์เพื่อนบ้าน ชุมชนโหราศาสตร์ภารตะออนไลน์ จะมีศิษย์พี่ และ ศิษย์น้องของอาจารย์ รวมถึงเพื่อนๆร่วมชมรม คอยให้ความสะดวกและความอบอุ่นครับแจ้งประกาศโดย วิเลิศ แซ่จิว ส่วนสนับสนุน โหราภารตะดอทคอม ยูเรเนียนดอทเนท PaRastro.com โปรแกรมโหราศาสตร์ PaRastro หมวด: โหราศาสตร์ภารตะ
บทความโหราศาสตร์เกี่ยวกับคราสของ อ.ภิญโญ พงศ์เจริญ เห็นว่าน่าสนใจและมีประโยชน์ จึงได้ทำการคัดลอกจาก โหราภิญโญดอทคอม มาให้อ่านกัน ... อุปราคากับโหราศาสตร์ครั้งที่ 1 เกิดจุดจันทร์ดับในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2554 เวลา 16.03 น. ได้บังเกิดสุริยุปราคาในราศีธนู เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) ในระยะ 19 องศา 38 ลิปดา รัศมีคราสพาดผ่านฉัฏฐมนวางศ์ 4 ทุติยตรียางศ์ 3 เสวยปุรพาษาฒนักษัตรฤกษ์ที่ 20 ในอาณาเขตของมหัทธโนฤกษ์ ราศีธนูเป็นพื้นที่ภพที่ 9 ของดวงเมือง ภพที่ 9 หมายถึง การคมนาคมทางไกล เช่น การเดินเรือ การคมนาคมทางทะเล การบิน ไม่ว่าจะเกี่ยวกับคนโดยสารหรือส่งสินค้าก็ตาม การเดินทางไกลทางบก การสื่อสารกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรศัพท์ และเทคโนโลยีต่างๆ ก็ตาม ข่าวสารทางการเมืองนอกประเทศ เช่น หนังสือพิมพ์ การโฆษณา การพิมพ์ การศาสนา การศาล ผู้พิพากษา วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย สถาบันชั้นสูง ปรัชญา ศาสตราจารย์ เมื่อเกิดอุปราคาในภพที่ 9 จะเกิดปัญหาขัดแย้งยุ่งยากวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องสนธิสัญญา ข้อตกลงในวงการต่างประเทศ วงการการศึกษา การแพทย์และกฎหมาย จะสูญเสียผู้ใหญ่ในบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการศาสนา จะเกิดการสูญเสียผู้นำในวงการศาสนา เกิดปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับนิกายต่างๆ เกิดพายุครั้งใหญ่ เกิดมีอุบัติเหตุครั้งสำคัญ มีอุบัติภัยทางทะเลและทางอากาศ อากาศยานตกได้รับความเสียหาย ยังความอับโชคให้แก่การเดินเรือและกะลาสี บังเกิดความยุ่งยากจากต่างประเทศ และมีปัญหาเกี่ยวกับดินแดนอาณาเขตที่มีแนวโน้มจะบานปลาย อุปราคาครั้งนี้เกิดในปุรพาษาฒนักษัตรฤกษ์ที่ 20 ในอาณาเขตของมหัทธโนฤกษ์ มหัทธโน แปลว่า คหบดี เศรษฐี ผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง มีดาวจันทร์ (2) เป็นพระเคราะห์ผู้รักษาฤกษ์ ฤกษ์นี้เป็นบูรณนักษัตรฤกษ์ ถือเป็นฤกษ์ที่ดี มุ่งให้มีความมั่นคง เข้มแข็งถาวร เป็นปึกแผ่นแน่นหนา มีความพร้อมเพรียง มีความเจริญก้าวหน้า เหมาะแก่การประกอบกิจการงานของเศรษฐี พ่อค้า คหบดี นายห้าง นายธนาคาร การเงิน การค้า การอุตสาหกรรม ความเจริญก้าวหน้ามั่นคงเรื่องทรัพย์สินเงินทอง ทำมาค้าขึ้น มีผลประโยชน์เพิ่มขึ้น มีเงินทองไหลมาเทมา ตลอดจนการประกอบการงานมงคลได้ทุกอย่าง เช่น การปลูกสร้างอาคารเป็นหลักฐานมั่นคง ขึ้นบ้านใหม่ โกนผมไฟ งานมงคลสมรส รับตำแหน่งหน้าที่ใหม่เกี่ยวกับเรื่องการเงิน เปิดสถาบันการเงิน ธนาคาร ห้างร้านและบริษัท ลาสิกขา ดังนั้น เมื่อเกิดอุปราคาขึ้นในฤกษ์นี้จึงทำให้มีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับกฎหมายทางการเงิน มีการสูญเสียเศรษฐี มหาเศรษฐี คนที่มีฐานะร่ำรวยจะประสบกับปัญหา มีการลักวิ่งชิงปล้นเกี่ยวกับเงินทองกันมากขึ้น อุปราคาครั้งนี้เกิดในราศีพฤษภ เป็นปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) ให้ระมัดระวังเรื่องดิน ความเสียหายเกี่ยวกับแผ่นดิน การสูญเสียที่ดิน แผ่นดินไหว แผ่นดินทรุด แผ่นดินถล่ม การพังทลายของดิน อาคาร ตึกรามบ้านช่อง สิ่งก่อสร้างพังทลาย ทำให้เกิดผลเสียหายกับพืชผลทางการเกษตร ดินแดนอาณาเขตมีปัญหา การค้าขาย การเกษตรกรรม พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและน้ำอุปโภคบริโภค น้ำที่ใช้ในการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตรยังเป็นปัญหาหลักที่ต้องแก้ไข โลกธุรกิจถูกก่อกวนหรือถูกกระทบกระเทือน รัฐบาลมีคะแนนนิยมตกต่ำลง เพราะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และการคอรัปชั่น เกิดการฉกฉวยโอกาส เอารัดเอาเปรียบเกิดขึ้นทั่วไป จนทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นมากขึ้น นายทุนกับกรรมกรและผู้ใช้แรงงาน มีการนัดหยุดงานปรากฏให้เห็นทั่วไป เกิดการว่างงานมากขึ้น ธุรกิจและการงานประสบกับปัญหา เช่น การขาดทุน งานบริการที่เคยโดดเด่นกลับทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด สุขภาพของประชาชนและโครงการเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนถูกกระทบกระเทือน อำนวยความอับโชคให้กับรัฐบาล นายกรัฐมนตรี รัฐบุรุษ และบางครั้งกับผู้นำในระดับสูง มีปัญหาเรื่องดินฟ้าอากาศแปรปรวนติดตามมา อุปราคาครั้งนี้เกิดขึ้นในโรหิณีนักษัตรฤกษ์ที่ 4 ในอาณาเขตของภูมิปาโลฤกษ์ บาทฤกษ์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นพิษครุฑ ภูมิปาโล แปลว่า ผู้รักษาแผ่นดิน มีพระพุธ (4) เป็นพระเคราะห์ผู้รักษาฤกษ์ เป็นบูรณฤกษ์ที่เข้มแข็ง เหมาะแก่การวางฤกษ์ประกอบกิจการงานเพื่อความมั่นคงถาวรเป็นหลักฐานในระยะเวลายาวนาน ค่อยๆ เจริญขึ้นจนบรรลุวัตถุประสงค์หลัก เรื่องเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ บ้านที่ดิน อาคารสถานที่ เช่น จัดสรรบ้านและที่ดิน ลงเสาเข็ม ปลูกสร้างอาคาร บ้านเรือน ยกศาลพระภูมิ ถาวรวัตถุ พิพิธภัณฑ์ การเกษตร ควบคุมดูแลรักษาพัสดุ การทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน สิ่งก่อสร้างต่างๆ เปิดอาคาร กิจการบริษัท ห้างร้านเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง เครื่องมือการเกษตร หมั้น แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ลาสิกขา ครั้งที่ 3 เกิดจุดจันทร์เพ็ญในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2554 เวลา 03.15 น. ได้บังเกิดจันทรุปราคาเป็นสรรพคราสในราศีธนู เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) ในระยะ 00 องศา 23 ลิปดา รัศมีคราสพาดผ่านปฐมนวางศ์ 3 ปฐมตรียางศ์ 5 เสวยมูละนักษัตรฤกษ์ที่ 19 ในอาณาเขตของทลิทโทฤกษ์ จันทรุปราคายังให้ผลรุนแรงน้อยกว่าสุริยุปราคาก็จริงอยู่ แต่ยังมีส่วนเชื่อมโยงกับเรื่องของประเทศชาติ ประชาชนหรือคนหมู่มาก อุปราคาครั้งนี้รัศมีคราสพาดผ่านปฐมนวางศ์ 3 ปฐมตรียางศ์ 5 โหราศาสตร์ชะตาบ้านเมืองกล่าวว่า จะเกิดคดีอาชญากรรมที่รุนแรงยิ่งขึ้น เกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง ประชาชนได้รับความทุกข์ยากลำบากจนผู้นำระดับสูงออกมาแสดงบทบาทให้ความช่วยเหลือประชาชน เมื่อเกิดอุปราคาในภพที่ 9 จะเกิดปัญหายุ่งยากวุ่นวายในวงการศาสนา วงการการศึกษา วงการแพทย์และกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการศาสนา จะเกิดการสูญเสียผู้นำ เกิดปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับนิกายต่างๆ เกิดพายุใหญ่ เกิดอุบัติเหตุครั้งสำคัญ มีอุบัติภัยทางทะเลและทางอากาศ อากาศยานตกได้รับความเสียหาย ยังความอับโชคให้แก่การเดินเรือและกะลาสี บังเกิดความยุ่งยากจากต่างประเทศแดนไกลและดินแดนอาณาเขต เนื่องจากเป็นจันทรุปราคาในเรือนศุภะ จึงควรดูแลสุขภาพอนามัยของผู้นำทางจิตวิญญาณและสตรีผู้สูงศักดิ์ให้ดี เพราะจะเจ็บป่วยหรือสูญเสีย นำความเศร้าโศกมาสู่ประชาชนได้ ครั้งที่ 4 เกิดจุดจันทร์ดับในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2554 เวลา 15.54 น. ได้บังเกิดสุริยุปราคาในราศีมิถุน วาโยธาตุ (ธาตุลม) ในระยะ 15 องศา 11 ลิปดา รัศมีคราสพาดผ่านปัญจมนวางศ์ 7(8) ทุติยตรียางศ์ 6 เสวยอารทรานักษัตรฤกษ์ที่ 6 ในอาณาเขตของเทวีฤกษ์ เกิดสุริยุปราคาในราศีมิถุน ในระยะ 15 องศา 11 ลิปดา รัศมีคราสพาดผ่านปัญจมนวางศ์ 7 (8) ทุติยตรียางศ์ 6 จะเกิดอาชญากรรมอันร้ายแรงยิ่งนัก เกิดการเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนา วงการนักบวชเกิดการแตกแยก ผู้นำในระดับสูง ผู้ปกครองที่ดำรงอำนาจอยู่จะเกิดอันตราย บุคคลที่มีชื่อเสียงจะป่วยหนักหรือถึงแก่กรรม ราศีมิถุนเป็นภพที่ 3 ของดวงเมือง หมายถึง การขนส่ง การคมนาคมภายในประเทศ ทางรถไฟ ถนนหนทาง แม่น้ำ ทะเล รถยนต์ ตลอดจนการให้ข่าวสาร การไปรษณีย์ การสื่อสารโทรศัพท์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเล่ม อินเทอร์เน็ต งานทางด้านวรรณกรรม การศึกษา โรงเรียน ธุรกิจที่ต้องใช้สมองและบรรดาประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง อุปราคาครั้งนี้เกิดขึ้นในเสวยอารทรานักษัตรฤกษ์ที่ 6 ในอาณาเขตของเทวีฤกษ์ มีพระพฤหัสบดี (5) เป็นพระเคราะห์ผู้รักษาฤกษ์ เป็นบูรณฤกษ์ เทวี แปลว่า นางพญา หมายถึง สตรีผู้มีฐานะและตำแหน่งสูง เป็นฤกษ์เพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีเกียรติยศชื่อเสียง สวยงาม หรูหรา อ่อนหวาน ร่มเย็น เป็นเสน่ห์ในกายตน การประสบโชคลาภ สตรีอุปถัมภ์ มีความสมบูรณ์พูนสุข สมความปรารถนา เช่น การสู่ขอ งานหมั้น แต่งงาน ส่งตัวเจ้าสาวเข้าหอ เข้าเฝ้า เข้าหาเจ้านายฝ่ายสตรี เปิดงานแสดงศิลปชั้นสูง วรรณกรรม ศิลปกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ วัฒนธรรม ขายเสื้อผ้า เครื่องสำอางแฟชั่น อัญมณี งานเกี่ยวกับความรัก การสังคม แจกวุฒิบัตร เปิดสถาบัน โรงเรียน หอพักสตรี กิจการของสตรี ขึ้นบ้านใหม่ ลาสิกขา เป็นต้น เมื่อเกิดอุปราคาขึ้นในฤกษ์นี้ทำให้วงการสตรีและเด็ก รวมทั้งวงการบันเทิง ศิลปินเด็กและสตรีมีปัญหา สตรีและเด็กถูกล่วงละเมิดสิทธิอย่างรุนแรงในหลายด้าน เช่น สิทธิสตรีและเด็กถูกกระทบกระเทือน การล่วงละเมิดทางเพศและการถูกเอาเปรียบเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ เกิดการสูญเสียสตรีและบุคคลสำคัญในวงการดังกล่าว มีการฉกฉวยโอกาส เอารัดเอาเปรียบทางการค้าเกิดขึ้นกับสตรีและเด็กโดยทั่วไป มีปัญหาเรื่องการใช้แรงงานเด็กและสตรี ธุรกิจและการงานตามความหมายของหมวดฤกษ์ประสบปัญหายุ่งยาก งานบริการงานรื่นเริงบันเทิงใจที่เคยโดดเด่นกลับทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด สุขภาพและโครงการเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและสตรีถูกกระทบกระเทือน อบายมุขจะเฟื้องฟู ประชาชนจะลุ่มหลงในอบายมุขตามการโฆษณาชวนเชื่อ ทำเกิดให้เกิดปัญหาสังคมเกิดขึ้นตามมามากมาย อุปราคาในครั้งนี้เป็นสุริยุปราคา ได้บังเกิดขึ้นในราศีพิจิกรูปแมงป่อง ราศีของคนก้นงอนเอวคอดเดินส่ายก้นไปมา เกิดขึ้นในเวลากลางวัน จึงสามารถมองเห็นได้ในประเทศไทย ราศีพิจิกเป็นราศีชั้น 2 ชนิดสถิรราศี มีผลคงอยู่ได้นาน แต่ในบางกรณีเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันทันทีโดยไม่ทันคาดหมายและรุนแรง ทำให้เกิดภัยพิบัติใหญ่โต มีอิทธิพลครอบงำรัฐสภาและการเงินของชาติ ก่อให้เกิดความยุ่งยาก มีปัญหาสำคัญที่จะต้องป้องกันแก้ไข ผลของการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้สูญเสีย เช่น เกิดการล้มตาย เกิดโรคภัยระบาด มีคนล้มตายเพิ่มขึ้น บุคคลสำคัญของประเทศถึงแก่กรรม อุปราคาเกิดขึ้นในภพที่ 8 ของดวงเมือง ภพที่ 8 หมายถึง การตาย ประเภทของคนตาย ภาษีคนตาย ความสัมพันธ์ทางการเงินกับต่างประเทศ ความลับของรัฐบาล โรคระบาด สภาองคมนตรี ดังนั้น เมื่อเกิดอุปราคาในภพที่ 8 จะบังเกิดความอับโชคแก่ผู้นำ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและรัฐบาล ในโหราศาสตร์ชะตาบ้านเมืองกล่าวว่า ถ้าเป็นสุริยุปราคา บุคคลสำคัญบางคนจะถึงแก่กรรมหรือไม่ก็เป็นผู้อยู่ในราชตระกูล ชนชั้นสูง ถ้าเป็นจันทรุปราคาจะเกิดการตายในหมู่ชนสามัญหรือสตรีผู้มีชื่อเสียง สุขภาพของประชาชนของประเทศเสื่อมโทรม เกิดโรคระบาด ประชาชนเจ็บไข้ เกิดอาชญากรรมร้ายแรง เกิดความปั่นป่วนในวงการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมรดก กฎหมายมรดก ของเก่าๆ สิ่งเก่าๆ และความสัมพันธ์ทางการเงินกับต่างประเทศ ความลับของรัฐบาลจะถูกเปิดเผยออกมา เมื่ออุปราคาพาดผ่านฤกษ์นี้จะส่งผลให้เกิดการสูญเสียบุคคลสำคัญในระดับสูง ผู้นำจะเจ็บป่วย บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับสูงมีปัญหาหรือเจ็บป่วยจนปฏิบัติหน้าที่มิได้จนกระทั่งต้องแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน ราชพิธี รัฐพิธี ราชการงานเมืองเกิดมีปัญหาและอุปสรรคต้องแก้ไข มีปัญหาเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศถูกกระทบกระเทือน อุปราคาเกิดในราศีพฤษภ เป็นปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) ให้ระมัดระวังเรื่องดิน ความเสียหายเกี่ยวกับแผ่นดิน การสูญเสียที่ดิน แผ่นดินทรุด แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม การพังทลายของดิน อาคาร ตึกรามบ้านช่อง สิ่งก่อสร้างพังทลาย ทำให้เกิดผลเสียหายกับพืชผลทางการเกษตร ดินแดนอาณาเขตมีปัญหา การค้าขาย การเกษตรกรรม พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและน้ำอุปโภคบริโภค น้ำที่ใช้ในการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตรยังเป็นปัญหาหลักที่ต้องแก้ไข โลกธุรกิจถูกก่อกวนหรือถูกกระทบกระเทือน รัฐบาลมีคะแนนนิยมตกต่ำลง เพราะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และการคอรัปชั่น เกิดการฉกฉวยโอกาส เอารัดเอาเปรียบเกิดขึ้นทั่วไป จนทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นมากขึ้น นายทุนกับกรรมกรและผู้ใช้แรงงาน มีการนัดหยุดงานปรากฏให้เห็นทั่วไป เกิดการว่างงานมากขึ้น ธุรกิจและการงานประสบกับปัญหา เช่น การขาดทุน งานบริการที่เคยโดดเด่นกลับทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด สุขภาพของประชาชนและโครงการเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนถูกกระทบกระเทือน อำนวยความอับโชคให้กับรัฐบาล นายกรัฐมนตรี รัฐบุรุษ และบางครั้งกับผู้นำในระดับสูง มีปัญหาเรื่องดินฟ้าอากาศแปรปรวนติดตามมา เกิดอุปราคาในราศีพฤษภ ในระยะ 24 องศา 10 ลิปดา รัศมีคราสพาดผ่านอัฏฐมนวางศ์ 1 ตติยตรียางศ์ 7 ระวังปัญหาข้าวยากหมากแพง อุบัติภัยและโรคภัยไข้เจ็บระบาด ประชาชนได้รับผลกระทบกระเทือน เมื่อเกิดอุปราคาขึ้นในฤกษ์นี้จะเกิดปัญหาความสูญเสียเกิดขึ้น จนมีผลให้กิจการมหรสพหยุดชะงัก วงการบันเทิง ศิลปินมีปัญหา เกิดความเศร้าโศกเกิดขึ้นในประเทศ กิจการที่มีปัญหาหยุดชะงัก คือ การมหรสพ การรื่นเริงบันเทิงใจ งานสังคมต่างๆ สโมสร สมาคม ศูนย์การค้า ภัตตาคาร โรงแรม สถานบริการอาบอบนวด ภาพยนตร์ วิดีโอ ร้านเสริมสวย เครื่องสำอาง เกิดการสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการดังกล่าว มีการฉกฉวยโอกาส เอารัดเอาเปรียบทางการค้าเกิดขึ้นทั่วไป จนทำให้เกิดปัญหาค่าครองชีพ มีการแตกต่างชนชั้น มีปัญหาระหว่างนายทุนกับกรรมกรและผู้ใช้แรงงาน มีการนัดหยุดงานปรากฏให้เห็นทั่วไป มีคนว่างงานมากขึ้น ธุรกิจและการงานตามความหมายของหมวดฤกษ์ประสบกับการขาดทุน ดังนั้น จึงขอนำเสนอเพื่อประกอบการพิจารณา ลักษณาการทางสังคมได้ ดังนี้คือ จากเรื่องอาเพศ 16 ประการดังกล่าวข้างต้น เป็นเรื่องของการพิจารณาความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้าย เมื่อปล่อยให้ความเลวร้ายรุนแรงไปมากกว่านี้ ผลสุดท้ายกรุงศรีอยุธยาหรือสังคมหนึ่งสังคมใดก็ได้ หรือประเทศหนึ่งประเทศใดก็ได้ ที่เคยเกษมสุข แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์ จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์ นับวันจะเสื่อมสูญเอย จักกล่าวพระเคราะห์จรตามราศี คำพยากรณ์นี้เป็นเพียงการคาดการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่จะเป็นเครื่องเตือนภัยได้เป็นอย่างดี เมื่ออนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง การที่มนุษย์รู้ล่วงหน้าจึงน่าจะสามารถเปลี่ยนแปลง บรรเทา ป้องกันและแก้ไขอนาคตได้บ้างไม่มากก็น้อย หากเราทำเงื่อนไขปัจจัยในปัจจุบันให้เปลี่ยนแปลงไปในแนวทางที่ดี อนาคตก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้บ้างเช่นกัน เมื่อดวงชะตาไม่ดี มีเคราะห์ร้าย ท่านจะทำอย่างไร ผู้เขียนได้ทำการศึกษาเรื่องอานุภาพของการสวดพระปริตร อันเป็นเครื่องป้องกันต้านทานภยันตราย ทำให้แคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆ และยังบังเกิดลาภผลและปราศจากทุกข์โศกโรคภัยอันตรายใดๆ ชีวิตจะประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดไป จึงขอนำเสนอตำนานย่อและอานุภาพของการสวดพระปริตรตามลำดับ ดังต่อไปนี้ พระเสาร์ (7) ให้สวดบทองคุลิมาลปริตร คือ ปริตรของพระองคุลิมาล เมื่อพระองคุลิมาลทำสัจจาธิษฐานโปรดหญิงมีครรภ์ให้คลอดง่าย ตั้งแต่นั้นมาพวกมนุษย์ทั้งหลายก็มิได้คิดหวาดกลัวท่านองคุลิมาลอีก ทั้งท่านก็ได้อาหารบิณฑบาตพอฉัน ไม่ต้องลำบากเรื่องอาหารบิณฑบาตอีกต่อไป พระผู้เป็นเจ้าเจริญสมณธรรมได้รับความกำเริบร้อนใจยิ่งนัก ได้เห็นไปว่าอสุรกายที่ฆ่าไว้มาทวงเอาชีวิตเนืองๆ ภายหลังได้รับพุทโธวาทว่าให้กำจัดบาปธรรมให้ปราศจากสันดาน เหมือนดังบุรุษเอาสาหร่ายและจอกแหนออกจากบ่อน้ำ พระผู้เป็นเจ้าก็ปฏิบัติตามพุทธฎีกา ในไม่ช้าก็ได้บรรลุแก่อรหัตตผล เป็นอริยบุคคลวิเศษในพระพุทธศาสนา และพระปริตรนี้จะดำรงความศักดิ์สิทธิ์ให้ความคุ้มครองอยู่ไปตลอดกัลป์ พระศุกร์ (6) ให้สวดบทธชัคคปริตร (พระปริตรยอดธง) อานุภาพพระปริตรเพื่อให้หายหวาดกลัว หายความครั่นคร้าม หายความขนพองสยองเกล้า ป้องกันอันตรายกลางอากาศ การตกจากที่สูงก็ยังสามารถได้ที่พึ่งพำนักโดยปลอดภัย อุบัติเหตุทางเครื่องบิน หรืออื่นๆ ทำนองนี้ ธชัคคปริตรก็อาจคุ้มครองได้
อัตราการโคจรของดาวพระเคราะห์ ดาวระเคราะห์นั้นมิได้สถิตย์นิ่งอยู่กับที่ มีการเคลื่อนตัวหรือโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ จักรวาล ดาวเคราะห์เหล่านี้ล้วนโคจรไปด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน สุดแท้แต่ความใกล้ไกลจากจุดศูนย์กลาง
มุมสัมพันธ์ (Aspect) มุมสัมพันธ์ หมายถึง ค่าระยะเชิงมุมที่มีแสดงอิทธิพลต่อกันตามกฎเกณท์ทางโหราศาสตร์ โหราศาสตร์ยูเรเนียนใช้มุมสัมพันธ์ ๒ แบบ คือ ๑. มุมจำนวนเท่าของ ๙๐ องศา ๒. มุมเป็นจำนวนเท่าของ ๑๒๐ องศา
โหราศาสตร์ยูเรเนียนได้กำหนดแบ่งปัจจัยโหราศาสตร์ต่างๆออกเป็นปัจจัยที่แสดงถึงสิ่งที่เป็นตัวแทนหรือความหมายของตัวเจ้าชะตาดังนี้
โดยแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะคือ จุดเจ้าชะตาภายนอก และจุดเจ้าชะตาภายในตามลักษณาการ ดังนี้
จุดเจ้าชะตาภายใน ได้แก่
จุดเจ้าชะตาภายใน เป็นจุดที่มีผลกระทบต่อเจ้าชะตาตรงๆ เช่นการรู้สึกหนาว ร้อน เจ็บป่วย สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อกายสังขาร ซึ่งก็คือปัจจัยอาทิตย์นั่นเอง หรือการมีอารมณ์ ขุ่นมัว อารมณ์ดีมีความสุข ก็จะเป็นเรื่องของ จันทร์ จุดเจ้าชะตาแบบนี้จึงเป็นจุดเจ้าชะตาโดยตรง จุดเจ้าชะตาภายนอก จุดเจ้าชะตาในลักษณะนี้เป็นจุดเจ้าชะตาอีกลักษณะหนึ่ง ที่เกิดจากความเกี่ยวเนื่องจากลักษณาการภายนอกสู่ภายใน ได้แก่สิ่งแวดล้อมต่างๆ และมีผลกระทบสู่เจ้าชะตา คือ
จุดเจ้าชะตาแบบนี้จะเป็นจุดเจ้าชะตาที่เกิดจากเรื่องราวภายนอก เป็นจุดเจ้าชะตาในลักษณะโดยอ้อม เช่น เศรษฐกิจโลกตกต่ำมำให้การทำมาหากินฝืดเคือง หรือ การที่เกิดไฟไหม้บ้าน ทำให้เจ้าชะตาต้องเดือดร้อนที่อยู่อาศัย เป็นต้น หากสังเกตุให้ดีจะพบว่า การที่ไฟไหม้ก็ดี หรือเศรษฐกิจตกต่ำนั้น มันเป็นเรื่องราวที่กระทบปัจจัย เมษ หรือ ลัคนา รวมถึงราหู เท่านั้นแต่กลับมีผลกระทบโยงมายัง กายสังขาร อารมณ์ สัญชาติญาณ อันเป็นตัวตนของเจ้าชะตา คือทำให้เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย หรือฝืดเคืองในเรื่องการทำามาหากินนั่นเอง ทั้งที่มันเป็นผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยอื่นจากภายนอก แต่แสดงผลกระทบมาสู่จุดเจ้าชะตาโดยตรง ข้อสรุป จุดเจ้าชะตาภายใน หรือจุดเจ้าชะตาโดยตรงคือจุดที่แสดงออกหรือแสดงผลถึงตัวเจ้าชะตาและความเป็นตัวตนโดยตรง หากมีสิ่งใดหรือปัจจัยใดที่กระทบจุดเจ้าชะตาเหล่านี้จะแสดงต่อเจ้าชะตาโดยตรง จุดเจ้าชะตาภายนอก หรือจุดเจ้าชะตาโดยอ้อมจะแสดงผลเป็นเจ้าชะตาทางอ้อมในลักษณะที่เจ้าชะตามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกนั่นเอง สรุปความหมายของดาวพระเคราะห์โดยสังเขป๑. ดาวอาทิตย์ (๑) d หมายถึงเกียรติ์ ร่างกาย อำนาจ ศักดิ์ศรี ความเป็นผู้นำ ยศศักดิ์ บุคคลเพศชาย ข้าราชการ ผู้นำ หัวหน้า เจ้าของกิจการ บิดา และสามี (ในดวงชะตาสตรี) สิ่งของที่มีประกาย เพชรพลอย หรือวัตถุที่มีแสงมีพลังงานในตัวเอง ๒. ดาวจันทร์ (๒) อารมณ์ ความเพ้อฝัน อารมณ์ จินตนาการ ความใจอ่อน ขี้สงสาร อ่อนโยน การแสดงออก บุคคลเพศหญิง พยาบาล สถานให้การบริการ สถานที่เกี่ยวพันกับสตรี ภรรยา และมารดา สำหรับในดวงชะตาสตรียังมีความหมายถึงตัวเจ้าชะตาเองอีกด้วย รวมถึงของเหลวทุกชนิด ๓. ดาวอังคาร (๓) หมายถึงการดิ้นรน ความุ่งมั่น การต่อสู้ ความขัดแย้ง ควมขยัน ทหาร เครื่องยนตร์กลไก การใช้กำลัง ของแหลมของมีคม โลหะ ๔. ดาวพุธ (๔) หมายถึงความคิด การวางแผน การติดต่อ ข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ เอกสาร การใช้สมอง นายหน้า การศึกษาหาความรู้ การคบหาสมาคม ๕. ดาวพฤหัสบดี (๕) หมายถึงโชคลาภ ความสำเร็จ ความดีงาม ความช่วยเหลือ ความรู้ (ปัญญา ) นักบวช ศีลธรรม การเรียนรู้ ผู้พิพากษา ผู้หลักผู้ใหญ่ ความยุติธรรม ๖. ดาวศุกร์ (๖) หมายถึงความรัก ความสอดคล้องต้องกัน ความพึงพอใจ ความเป็นศิลป กามารมณ์ ศิลปิน ทรัพย์สิน ของสวยงาม ของหอม เครื่องอำนวยความสะดวก บุคคลที่เกี่ยวกับศิลป และงานบันเทิงทุกรูปแบบ ๗. ดาวเสาร์ (๗) หมายถึงความทุกข์ ความเครียด ความผิดหวัง การพลัดพราก เป็นทุกข์ คนแก่ ของเก่า ที่ดิน วัตถุโบราณ ความเอาจริงเอาจัง ความยืดเยื้อยาวนาน สิ่งของที่มีลักษณะยาวๆ เช่น ถนน ๘. ดาวราหู (๘) หมายถึงเล่ห์เหลียม ไหวพริบ ความมัวเมาลุ่มหลง อบายมุข นักเลงการพนัน การหลอกลวง การพลิกแพลง ของผิดกฏหมาย แหล่งมั่วสุม สถานอบายมุข สถานบันเทิงเริงรมย์ เช่นไนท์คลับ บารเบียร์ ๙. ดาวเกตุ (๙) หมายถึงสิ่งศักดิ์ศิทธิ์ คลื่นแสงสว่าง ความวุ่นวาย ซิกแซก คลื่นวิญญาณ ของที่มียอดแหลมเช่น เจดีย์ เป็นต้น สถานที่ๆมีคนสัญจรพลุกพล่าน สิ่งของแปลกๆพิศดาร ๑๐. ดาวมฤตยู (๐) หมายถึงความวิบัติ กระทันหัน ความสับสน ของสมัยใหม่ ของแปลกๆ อุปกรณ์ไฟฟ้า ความลึกลับ เหตุการณ์ไม่คาดฝัน (ทั้งในทางดีและทางร้าย) การเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่ไม่เป็นไปตามปกติวิสัยที่ควรเป็นโดยสิ้นเชิง การหดเกร็ง โดยได้แต่งเป็นคำกลอนเพื่อให้จำง่ายๆ ดังนี้
อันความหมายของดาวเคราะห์ทั้งหลายที่กล่าวมานี้เป็นเพียงความหมายเพียง ส่วนเล็กน้อยของดาวเคราะห์เท่านั้น อันที่จริงทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนอยู่ในความหมายของดาวเคราะห์เหล่านี้ ทั้งสิ้น หากเราพิจารณาให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของความหมาย อันความหมายของดาวเคราะห์ต่างๆเหล่านี้จะถูกขยายเพิ่มเติมอีกเมื่อไปทำมุม สัมพันธ์กับดาวดวงอื่น เช่น กุม เล็ง หรือ โยค เป็นต้น ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะไปสัมพันธ์กับดาวดวงไหนในภพหรือเรือนชะตาใด ? ดีหรือร้ายอย่างไร? เป็นคู่มิตร คู่ธาตุ สัมพันธ์กันดีหรือร้ายอย่างไร?เป็นต้น อนึ่งในการให้ความหมายของดาวพระเคราะห์ในที่นี้ยังคงยึดความหมายในแบบโหราศาสตร์ดั้งเดิมไว้ด้วย เนื่องจากเป็นพื้นฐานที่มีมาจากโบราณอดีต อันเป็นการปูพื้นฐานของโหราศาสตร์เบื้องต้น นอกจากนี้ ในปัจจุบันได้มีการค้นพบดาวพระเคราะห์เพิ่มเติม วงการโหราศาสตร์ในสมัยปัจจุบันนี้ได้นำมาประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์กันมาก ขึ้น ได้แก่ ดาวเนปจูน และ ดาวพลูโต โดยมีความหมายหลักๆดังนี้ เนปจูน ให้ความหมายถึงความคลุมเครือ การหลอกลวง หมอกไอ แก๊ส ของเหลว ความผิดหวังล้มเหลว การสลายตัว ยาเสพติด ยาพิษ มหาสมุทร พลูโต ให้ความหมายหลักถึงการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาการ การปฎิวัติ การปฏิรูปเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนรูปแบบ อันความหมายของดาวเนปจูนและดาวพลูโตนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่บรรดา นักโหราศาสตร์อยู่ ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงนี้เพิ่งจะค้นพบไม่นาน ยังมีสถิติในทางการพยากรณ์ยังน้อยอยู่ บ้างก็อ้างว่าผลการพยากรณ์ยังไม่ชัดเจน ประกอบกับดาวเคราะห์ที่มีอยู่แต่เดิมยังให้ผลในการพยากรณ์แม่นยำอยู่ และเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำดาวเคราะห์ทั้งสองดวงที่กล่าวมานี้ มาใช้ในการพยากรณ์ดวงชะตา จึงยังไม่ยอมรับและนำมาใช้ประโยชน์ในการพยากรณ์ดวงชะตา ซึ่งทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ทรรศนะของนักโหราศาสตร์แต่ละท่าน บทความชุดนี้จะแสดงวิธีการคำณวนหาเวลานักษัตรด้วยตัวเองอย่างง่ายๆโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือใดๆทั้งสิ้น ครับไม่ต้องใช้จริงๆ นอกจากสมองและความรู้ที่ท่านจะได้สัมผัสและเรียนรู้จากบทความต่อจากนี้ บวกกับเวลาเล็กๆน้อยๆครับ …. การหาเวลาเวลาดาราศาสตร์ (Sidereal Time) ด้วยตัวเองอย่างง่าย ๆ เวลานักษัตรเป็นเรื่องที่สร้างความวุ่นวายแก่นักโหราศาสตร์ได้พอสมควร โดยเฉพาะนักโหราศาสตร์มือใหม่หัดขับหรือแม้กระทั่งผู้ที่ชำณาญแล้วก็ตาม เพราะท่านจะต้องมีตารางเวลานักษัตรสำเร็จบอกเวลานักษัตรเป็นรายวันทุกวัน ซึ่งตารางเวลานักษัตรนั้นท่านสามารถหาได้จากปฏิทินโหราศาสตร์ที่บอกตำแหน่งดาวมาตรฐาน(ดาราศาสตร์) ทั่วไปเช่น ปฏิทินราฟาเอล หรือปฏิทินลาหิรี เป็นต้น ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือในบางกรณีเราไม่สามารถที่จะหาปฏิทินหรือไม่สะดวกที่จะพกพาปฏิทินเหล่านี้ไปครั้งละมากๆ จึงทำให้ท่านไม่สามารถหาเวลานักษัตรเพื่อนำไปใช้หาลัคนา และทศมลัคนาต่อไป ในที่นี้จะแนะนำให้รู้จักวิธีการคำณวนเวลานักษัตรด้วยตนเองอย่างง่ายๆ เพื่อนำไปใช้เปิดตารางสำหรับหาลัคนาและทศมลัคนาต่อไป มีวิธีการดังต่อไปนี้ ๑. กำหนดและคำณวนจุดตั้งต้นของเวลานักษัตร ให้ตั้งค่าเริ่มต้นเวลานักษัตร ๐ ชม ๐ นท ๐ วท ที่เวลา ๐๐.๐๐ น. ของวันที่ ๒๑ กันยายน โดยมีอัตราการเพิ่มของเวลานักษัตร ๔ นท ต่อ ๑ วัน ๒.หาจำนวนวันจากจุดเริ่มต้นจนถึงวันเกิดแล้วเปลี่ยนจำนวนวันให้เป็นเวลานักษัตร ๓. หาเวลาที่เกินจากเวลาที่กำหนดจนถึงเวลาเกิด แล้วเปลี่ยนเวลาเกินที่หาได้เป็นเวลานักษัตร ๔. เพิ่มเวลาชดเชยตามเขตเวลา ๕. ชดเชยเวลานักษัตรที่คลาดเคลื่อนตามจำนวนวัน นำเวลาที่ได้จาก ๒,๓,๔ มารวมกัน แล้วลบด้วยเวลาที่หาได้จากข้อ ๕ ก็จะได้เวลานักษัตร ณ.เวลาเกิด
ตัวอย่าง นาย ก เกิดวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พศ ๒๕๐๐ เวลา ๑๙.๐๐ น. อุบลราชธานี ๑.จุดเริ่มต้นเวลานักษัตร ๒๑ กย ๒.หาจำนวนวันที่เกิน ๒๑ กย – ๓๐ กย = ๙ วัน ๑ ตค – ๓๑ ตค = ๓๑ วัน ๑ พย – ๑๕ พย = ๑๕ วัน รวม = ๕๕ วัน
เปลี่ยนจำนวนวันให้เป็นเวลานักษัตร เวลานักษัตรเพิ่มขึ้นวันละ ๔ นาที ๕๕ * ๔ = ๒๒๐ นท เปลียนเป็น ชม ๒๒๐ / ๖๐ = ๓ ชม ๔๐ นท
หาเวลาจาก ๐๐.๐๐ น. จนถึงเวลาเกิด ๐๐.๐๐ – ๑๙.๐๐ น = ๑๙.๐๐ ชม เปลี่ยนเเวลาเกิดให้เป็นเวลานักษัตร ชดเชยเวลานักษัตร ชั่วโมงละ ๑๐ วินาที ๑๙ * ๑๐ = ๑๙๐ วินาที เปลี่ยนเป็น นท ๑๙๐ / ๖๐ = ๓ นท ๑๐ วท เปลี่ยนเป็นเวลานักษัตร = ๑๙ ชม + ๓ นท ๑๐ วท = ๑๙ ชม ๓ นท ๑๐ วท
๔.ชดเชยเวลานักษัตรที่คลาดเคลื่อนตามจำนวนวัน จากวันที่ ๒๑ กย จนถึงวันเกิด จากข้อ ๒ ชดเชยโดยการหักออกวันละ ๔ วืนาที ๕๕ วัน = ๕๕ * ๔ = ๒๒๐ วินาที แปลงเป็นนาที = ๓ นท ๔๐ วท เวลาชดเชยเวลานักษัตรที่คลาดเคลื่อน = ๓ นท ๔๐ วท นำเวลาที่หาได้จาก ๒ ไปรวมกับ เวลาที่หาได้จาก ๓ แล้วหักด้วยเวลาจากข้อ ๔ ก็จะเป็นเวลานักษัตรที่สมบูรณ์ เวลานักษัตรจาก ๕๕ วัน = ๓ ชม ๔๐ นท จาก ๒ เวลาเกิดที่เป็นเวลานักษัตร = ๑๙ ชม ๓ นท ๑๐ วท จาก ๓ = ๒๒ ชม ๔๓ นท ๑๐ วท หักเวลาคลาดเคลื่อนตามจำนวนวัน ๓ นท ๔๐ วท เวลานักษัตรที่สมบูรณ์ = ๒๒ ชม ๓๙ นท ๓๐ วท เวลานักษัตร วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พศ ๒๕๐๐ เวลา ๑๙.๐๐ น. ที่จังหวัดอุบลราชธานี คือ ๒๒ ชม ๓๙ นท ๓๐ วท จากตัวอย่างที่ผ่านมา เป็นการแสดงการคิดเวลานักษัตรของจังหวัดอุบลราชธานี ซื่งเป็นเวลามาตรฐานของประเทศไทยจึงไม่มีการหักเวลาหรือคิดเวลาให้เป็นเวลาท้องถิ่นประการใดทั้งสิ้น หากเปลี่ยนเป็นสถานที่อื่นๆ จะต้องหักเวลาท้องถิ่นประจำสถานที่เสียก่อน ดังในตัวอย่างที่ ๒
ตัวอย่างที่ ๒ วันที่ ๑๓ ธันวาคม เวลา ๑๒.๐๐ น กรุงเทพมหานคร หาเวลานักษัตรประจำวัน ๒๑ กย – ๓๐ กย = ๙ วัน ๑ ตค – ๓๑ ตค = ๓๑ วัน ๑ พย – ๓๐ พย = ๓๐ วัน ๑ ธค – ๑๓ ธค = ๑๓ วัน รวม = ๘๓ วัน เปลี่ยนจำนวนวันให้เป็นเวลานักษัตร เวลานักษัตรเพิ่มขึ้นวันละ ๔ นาที ๘๓ * ๔ = ๓๓๒ นท เปลียนเป็น ชม ๓๓๒ / ๖๐ = ๕ ชม ๓๒ นท เวลานักษัตรประจำวันเกิด = ๕ ชม ๓๒ นท หาเวลาจาก ๐๐.๐๐ น. จนถึงเวลาเกิด เปลี่ยนเวลาให้เป็นเวลาท้องที่ กรุงเทพมหานคร ๑๒.๑๘ – ๑๘ นท = ๑๒.๐๐ น. (ตัวแก้เวลากรุงเทพ=๑๘ นท) ๐๐.๐๐ – ๑๒.๐๐ น = ๑๒.๐๐ ชม
เปลี่ยนเวลาเกิดที่คำณวนได้ให้เป็นเวลานักษัตร ชดเชยเวลานักษัตร ชั่วโมงละ ๑๐ วินาที ๑๒ * ๑๐ = ๑๒๐ วินาที เปลี่ยนเป็น นท ๑๒๐ / ๖๐ = ๒ นท เปลี่ยนเป็นเวลานักษัตร = ๑๒ ชม + ๒ นท = ๑๒ ชม ๒ นท
๔.ชดเชยเวลานักษัตรที่คลาดเคลื่อนตามจำนวนวัน จากวันที่ ๒๑ กย จนถึงวันเกิด จากข้อ ๒ โดยชดเชยโดยการหักออกวันละ ๔ วินาที ๘๓ วัน = ๘๓ * ๔ = ๓๓๒ วินาที แปลงเป็นนาที = ๕ นท ๓๒ วท เวลาชดเชยเวลานักษัตรที่คลาดเคลื่อน = ๕ นท ๓๒ วท เวลานักษัตรประจำวัน = ๕ ชม ๓๒ นท เวลานักษัตรจากเวลาเกิด = ๑๒ ชม ๒ นท = ๑๗ ชม ๓๔ นท หักเวลาชดเชย = - ๕ นท ๓๒ วท เวลานักษัตรที่สมบูรณ์ = ๑๗ ชม ๒๘ ๒๘ วท เคล็ดลับในการหาเวลาชดเชย ( ตัวแก้เวลานักษัตร ) ท่านสามารถหาเวลาชดเชยของเวลานักษัตรที่จะเอามาหักออกจากเวลานักษัตรประจำวันได้ไปพร้อมๆกันกับการหาเวลานักษัตรประจำวันโดยการแปลงหน่วยเวลานักษัตรประจำวันลง ๑ ระดับ ดังนี้ ชม ลดลง ๑ ระดับ = นท นท ลดลง ๑ ระดับ = วท เช่น หาเวลานักษัตรประจำวันได้ ๓๓๒ นาที เวลาชดเชยก็จะเป็น ๓๓๒ วท ( แปลงหน่วย นท ลง ๑ ระดับ เป็น วท ) หรือ เวลานักษัตรประจำวัน = ๕ ชม ๓๒ นท ( แปลง ๓๓๒ นท เป็น ชม ) ก็จะได้เวลาชดเชยเป็น ๕ นท ๓๒ วท ( ๓๓๒ วท ) นั่นเอง ทำไมต้องคำณวนแก้เวลานักษัตร ? หลายท่านมีข้อสงสัยในเรื่องนี้ อันที่จริงมิใช่เรื่องราวซับซ้อนแต่ประการใด หากแต่เกิดจากกลวิธีในการลดทอนความยุ่งยากในการคำณวน เหตุผลคือ “เวลานักษัตรจะเพิ่มขึ้นวันละ ๓ นท ๕๖ วท” หากเราใช้อัตรานี้ในการคำณวนจะเกิดความยุ่งยากและน่าเบื่อ จึงใช้อัตรา ๔ นท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลงตัวทำให้ง่ายในการคำณวนแต่ตัวเลขนี้จะทำให้เวลานักษัตรมากกว่าที่เป็นจริงวันละ ๔ วท โดยประมาณ หากเป็นจำนวนวันน้อยๆ ค่าที่ผิดพลาดก็จะเล็กน้อย แต่หากเป็นจำนวนวันมากขึ้น ค่าเวลาที่เกินเหล่านี้ก็จะมากเป็นเงาตามตัว เช่น ๓๐๐ วัน ก็จะได้ค่าที่เกินไปถึง ๓๐๐ * ๔ = ๑๒๐๐ วท = ๒๐ นท เวลานักษัตรที่ผิดไปถึง ๒๐ นท นี้ หากเรานำไปหาตำแหน่งลัคนา หรือทศมลัคนา ก็จะผิดพลาดไปถึงประมาณ ๕ องศา เลยทีเดียว จึงต้องหักด้วยตัวแก้เวลาที่เราคำณวนนั่นเอง ที่จริงหากท่านมีเครื่องคำณวนที่สามารถคำณวนวิทยาศาสตร์ (DMS) ท่านสามารถใช้ค่า ๓นท ๕๖ วท เป็นตัวคำณวนได้เลย และไม่ต้องคำณวนตัวแก้เวลาซึ่งก็จะได้ผลลัพท์ที่เหมือนกัน ข้อสังวรณ์ เวลานักษัตรที่เราคำณวนได้นี้อาจมีค่าผิดแผกกับการคำณวนในวิธีอื่นอยู่บ้าง เท่าที่เคยทดสอบ เปรียบเทียบมาโดยตลอดกับโปรแกรมคำณวนโหราศาสตร์หลายๆโปรแกรม ทั้งในและต่างประเทศเช่น SolarFire ,Janus , Zetlite,Astrolog หรือ AstroWin เป็นต้น พบว่าค่าผิดพลาดที่ได้ไม่เกิน ๔ นท ซึ่งค่าความแตกต่างนี้เมื่อนำไปคำณวนเป็นลัคนาก็จะมีความแตกต่างได้ประมาณ ๑ องศา บางท่านอาจมีความรู้สึกว่าคลาดเคลื่อนมาก แต่ขอรับประกันว่าค่าองศาของ ลัคนาและทศมลัคนา ที่ท่านได้จากการนำค่าเวลานักษัตรที่คำณวนโดยวิธีนี้ไปใช้คำณวนหาลัคนา เที่ยงตรงกว่าที่ท่านได้จากระบบจานหมุนหลายๆแบบที่มีอยู่หลายช่วงตัว คิดว่าน่าจะเพียงพอเพราะท่านต้องยอมรับว่า ท่านได้ข้อมูลเหล่านี้มาโดยมิได้อาศัยทรัพยากรจากที่ใด หรือของผู้ใดทั้งสิ้นนอกจากทรัพยากรสมองจากความรู้ของตัวท่านเอง ยอมเสียเวลาคำณวนสักเล็กน้อยแล้วท่านก็จะพบว่าผลลัพท์ที่ได้นั้นคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็เป็นการบริหารสมองของท่าน (กันสมองฝ่อเพราะไม่ได้ใช้งาน) ส่วนสาเหตุที่ทำให้มีการคลาดเคลื่อนนั้นเกิดจากจุดตั้งต้น ที่ 00.00 ชม นั้น บางปีไม่ใช่เป็นวันที่ 21 กย.
ขณะนี้ผมกำลังสร้างตารางสำเร็จเพื่อช่วยในการหาเวลานักษัตรให้ละเอียดถูกต้องยิ่งขึ้นเสร็จแล้วจะทำการเผยแพร่ทางเวบนะครับ เทคนิคในการหาเวลานักษัตรแบบนี้นั้นผมได้มาจากการสังเกตุและค้นคว้าด้วยตัวผมเอง เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์จึงได้นำมาเผยแพร่ให้นักโหราศาสตร์มือใหม่ไว้ศึกษากันครับ … อ่านแล้วนำไปใช้ได้ผลอย่างไร หรือมีปัญหาอย่างไร สามารถสอบถามได้นะครับ ……. สวัสดี ….
การให้น้ำหนักในการแสดงอิทธิพลของดาวพระเคราะห์ การแสดงอิทธิพลของดาวพระเคราะห์ ทางสำนักโหราศาสตร์เอเบอร์ติน ได้แบ่งและกำหนดลักษณะระดับการแสดงอิทธิพลของดาวพระเคราะห์มีความรุนแรง ๗ ระดับ โดยขึ้นกับปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องดังนี้ โดยเรียงลำดับจากนัอยไปหามาก ดังนี้
๑. กำเนิดเจ้าชะตา ตามลักษณะพื้นเพของบรรพบุรุษ มนุษย์คือผลผลิตของบรรพบุรุษ จะดีหรือร้ายอย่างไร พันธุกรรม ย่อมมีบทบาทในทางสายโลหิตของมนุษย์ ๒. ลักษณะของภูมิประเทศ เช่น ประเทศหนาว ร้อน ๓. สิ่งแวดล้อม เช่นบ้านเกิด ที่ทำงาน ๔. ฐานะความเป็นอยู่ ในด้านการศึกษา อาชีพการงาน ฐานะทางการเงิน ๕. ศาสนาความเชื่อถือ ๖. วัย (อายุ) ๗. ตัวเจ้าชะตา (สำคัญที่สุด) เนื่องจากการมีปฏิกิริยาในทางโต้ตอบของตัวเจ้าชะตา โดยเฉพาะความสลับซับซ้อนของชีวิตมนุษย์
| ||||||
| Copyright ©2012 ยูเรเนียนดอทเนท –uranian.net เวบไซท์โหราศาสตร์ - All Rights Reserved | ||||||
ความเห็นล่าสุด